`365 วัน` ทำดี ส่งต่อจิตอาสาพลังแผ่นดิน

การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจแด่พสกนิกรทั่วประเทศ วันนี้คนไทยได้เปลี่ยนความโทมนัสนั้นกลับกลายเป็นพลังแห่งการทำความดี พลังของจิตอาสาที่ช่วยเหลือกันทั้งประเทศ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

เพื่อสานต่อความดีจากงานจิตอาสาพลังแผ่นดิน โครงการที่สนับสนุนการทำความดีด้วยใจอาสา ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ธนาคารจิตอาสา และโครงการจิตอาสาพลังแผ่นดิน จึงได้จัดงาน “365 วัน ทำดีจิตอาสาพลังแผ่นดิน” ประกาศเจตนารมณ์ การทำความดีของ 19 องค์กร ทั้งภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษาและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานจิตอาสาในแง่มุมการลงแรง จองวัน และปันของฟังก์ชันทั้ง 3 ของโครงการจิตอาสาพลังแผ่นดินอีกด้วยณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงการสนับสนุนโครงการฯ ว่า สสส.ทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ ใน 4 มิติ ประกอบด้วย กาย จิต สังคม และปัญญาหากกล่าวถึงในเรื่องของปัญญาหรือจิตตปัญญา สสส. ทำงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง “ธนาคารจิตอาสา” เป็นเครื่องมือสำคัญที่พัฒนาระบบฝากเวลาการทำงานจิตอาสาให้สังคมไทยเกื้อหนุนกัน
“ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ซึ่งเป็นวันที่ในหลวง ร.9 เสด็จสวรรคต น้ำตาของประชาชนชาวไทยท่วมท้นแผ่นดิน และหลังจากนั้นประชาชนได้เปลี่ยนความเศร้า ความทุกข์ใจให้กลายเป็นพลังของจิตอาสาเพื่อแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี ด้วยการทำความดีและเป็นคนดี สสส.และธนาคารจิตอาสาเห็นปรากฏการณ์ ดังกล่าว เราจึงร่วมกันเปิดเว็บไซต์จิตอาสาพลังแผ่นดิน www.palangpandin. com ในเดือนพฤศจิกายน 2559 เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางในการแบ่งปัน เรียนรู้ และพัฒนางานจิตอาสาปัจจุบันมีจิตอาสาเข้าร่วมโครงการประมาณ 57,000 คน ซึ่งไม่ใช่แค่จิตอาสารายบุคคลเท่านั้น แต่ยังมีองค์กรที่ตั้งใจทำดี มีจิตอาสาที่มาร่วมแรงแบ่งปัน” ดร.สุปรีดา กล่าว
ผู้จัดการกองทุน สสส. ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เนื่องในโอกาสที่ พ.ร.บ.กองทุน สสส. ดำเนินงานมาครบ 16 ปี ในวันที่ 8 พ.ย. เราได้ลงวัน และร่วมกันลงแรง โดยมีการจัดกิจกรรมและออกร้านเพื่อระดมทุนทำกิจกรรม “นับเราด้วยคน” เป็นการลงพื้นที่เรียนรู้งานสถานะบุคคลที่ จ.เชียงราย ดูแลกลุ่มประชากรชายขอบที่เปราะบาง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “วิ่งด้วยกันเต้นด้วยกัน” ที่ออกมาทำกิจกรรมร่วมกับคนพิการ “งานจิตอาสาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย” “โครงการจิตอาสานักสู้คนหัวใจเพชร” เป็นต้น
ในส่วนภาพรวมของเว็บไซต์จิตอาสา พลังแผ่นดิน ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้อำนวยการร่วมธนาคารจิตอาสา เล่าให้ฟังว่า เว็บไซต์ www.palangpandin.com เป็นแพลตฟอร์มซึ่งเป็นเครื่องมือแกนกลางในการทำจิตอาสา โดยแบ่งออกเป็น 3 ฟังกชันหลัก คือ 1.ลงแรง ผ่านงานอาสา 2.ลงเวลา365วันทำดี และ 3.ปันของเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้รับอย่างถูกที่ ถูกเวลา
“ด้านธนาคารจิตอาสาเป็นแกนกลางให้ผู้มีจิตอาสาฝากเวลาการทำจิตอาสาไว้สูงสุดคนละ 200 ชั่วโมงสำหรับการลงแรงนั้น เป็นการชวนกันมาทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์ของสังคมไทย โดยใช้กำลังกาย ใจ และเวลาในนามของแผ่นดิน ธนาคารจิตอาสาเปิดมา 5 ปี มีประชาชนมาฝากเวลา 2,700,000 ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เวลาได้มอบความเสมอภาคให้เราเท่ากันคนละ 24 ชั่วโมง คนที่แบ่งปันเวลามาลงแรงนับว่าช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลุกขึ้นมา สานต่องานของพ่อด้วยกัน” ดร.สรยุทธ อธิบาย
ขณะที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่เห็นได้ชัดในการเป็นองค์กรที่ระบุวันเพื่อให้ศิษย์ของมหิดลที่อยู่ทั่วประเทศร่วมกันทำความดีในพื้นที่ที่ตนอยู่ ผศ.ดร.จงดี โตอิ้ม ที่ปรึกษาด้านกิจการนักศึกษา และเลขาธิการสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าให้ฟังว่า เรามีวันสำคัญที่เป็นวันเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หรือพระบิดาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งตรงกับวันที่ 24 กันยายนของทุกปี เราเรียกวันนั้นว่า Mahidol Day of Service ที่ชาวมหิดลได้นำประโยชน์หรือคุณค่าที่ได้ จากการเรียนรู้ไปทำประโยชน์กับสังคม กับมนุษยชาติโดยทำงานจิตอาสาเพื่อผู้อื่นตามที่แต่ละคนถนัด
ด้าน ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ กรรมการผู้ก่อตั้งและเลขาธิการ มูลนิธิดวงประทีป ได้กล่าวถึงฟังก์ชันของการปันของว่า เป็นการละหรือสละของที่เรามีแบ่งปันน้ำใจกันให้เกิดความดีงามส่งต่อสิ่งของมีค่าถึงผู้ที่จะได้รับประโยชน์ต่อบุคคล องค์กร โดยตรง จุดเริ่มต้นในการแบ่งปันนี้ครูประทีบได้เริ่มขึ้นในปี 2551 โดยเปิดโรงเรียนวันละบาท ซึ่งเกิดจากการดิ้นรนในวิถีชีวิตของชาวชุมชนแออัดที่ลูกหลานไม่ได้เรียนหนังสือ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดโครงการเพื่อแบ่งปันช่วยสังคมอีกมากมาย
ปิดท้ายกันที่ แท็กซี่จิตอาสาที่ทำความดีจนโด่งดังทั้งในชีวิตจริงและโลกออนไลน์ อย่าง นายสุวรรณฉัตร พรหมชาติ ที่อาสาลงแรงมากว่า 20 ปี เพื่อทำหน้าที่รับส่งผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต พิการ นอนติดเตียง นั่งรถเข็น โดยช่วยอุ้มผู้ป่วยให้ฟรีทั้งไป และกลับ
“ผมตื่นทุกเช้าในเวลา 02.40 น. และถามตัวเองทุกเช้าเสมอว่าวันนี้จะทำความดีอะไรบ้าง เมื่อคิดว่าชีวิตที่เกิดมาต้องคุ้มค่าจึงไม่เคยเสียดายชีวิตตัวเอง และทำความดีมาเรื่อยๆ โดยไม่เลือกผู้ป่วยว่าจนหรือรวย เราทำความดีเพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี ทำแล้วปีติใจ ซึ่งการมีเงินมากไม่ได้แปลว่ามีความสุข แต่การเป็นผู้ให้กลับทำให้เรามีความสุขกว่า ถ้าคนดีไม่ร่วมกันยืนหยัดช่วยกันก็จะมีคนไม่ดีเต็มบ้านเมืองของเรา ซึ่งผมก็ไม่อยากเห็นสังคมเป็นเช่นนั้น” นายสุวรรณฉัตรกล่าวทิ้งท้าย///สสส.