‘ระบบส่ง’เส้นเลือดใหญ่พลังงานไฟฟ้า เชื่อมโยงความสุขทุกทิศทั่วไทย

‘ระบบส่ง’เส้นเลือดใหญ่พลังงานไฟฟ้า เชื่อมโยงความสุขทุกทิศทั่วไทย
การเดินทางของเส้นทางไฟฟ้าในประเทศไทยได้ผ่านกาลเวลามามากกว่าศตวรรษ เข้าสู่ยุคใหม่สมัยโลกไร้พรมแดน ที่พัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม  ล้วนกล่าวได้ว่าเกี่ยวเนื่องกับ“วิวัฒนาการด้านพลังงานไฟฟ้า”

จากแสงเทียน..แสงตะเกียง..สู่แสงแรกแห่งสยาม…
 
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไฟฟ้าแสงแรกแห่งสยามเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2427 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  จากนั้นปี 2440 โรงไฟฟ้าเอกชนแห่งแรกของไทยที่วัดเลียบเริ่มเปิดดำเนินการ ครั้นปี 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งการไฟฟ้าหลวงสามเสนขึ้น นับเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกที่ดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในเขตพระนคร ต่อมาปี 2472 กิจการไฟฟ้าในต่างจังหวัดเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่สุขาภิบาลเมืองราชบุรีและนครปฐม   จนมาถึงปี 2500 รัฐบาลตราพระราชบัญญัติจัดตั้ง “การไฟฟ้ายันฮี” และเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2503 รัฐบาลตราพระราชบัญญัติจัดตั้ง “การลิกไนท์” โดยมีอำนาจดำเนินการในเขตจังหวัดลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ และตาก  จวบถึงปี 2505 รัฐบาลตราพระราชบัญญัติ “การไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ” ขึ้นตามลำดับ
 

 
ก้าวแรกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ถือกำเนิดขึ้นจากรวมกิจการระหว่าง การไฟฟ้ายันฮี การลิกไนท์ และการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2512 รวมถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 48 ปี
 

การเดินทางของเส้นทางไฟฟ้าในประเทศไทยได้ผ่านกาลเวลามามากกว่าศตวรรษ เข้าสู่ยุคใหม่สมัยโลกไร้พรมแดน ที่พัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม  ล้วนกล่าวได้ว่าเกี่ยวเนื่องกับ “วิวัฒนาการด้านพลังงานไฟฟ้า” ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนได้ด้วยการผสมผสานของภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี “พลังงานไฟฟ้า”จึงเป็นสิ่งจำเป็นระดับต้นๆของวิถีชีวิตปัจจุบัน นอกจากนี้พัฒนาการด้านพลังงานไฟฟ้ายังมีส่วนผลักดันในการเปลี่ยนแปลงมิติอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งด้านการแพทย์สาธารณสุข  การคมนาคม  การศึกษา การท่องเที่ยว และการสื่อสาร
 
โดยเส้นทางแห่งการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า ยังคงต้องเคลื่อนไหว..ก้าวไป..ด้วยกลไกแห่งการสร้างสรรค์คุณภาพ ที่พร้อมส่องแสงอันสว่างไสว จากแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าที่หลากหลายเชื้อเพลิง เชื่อมโยงผ่านด้วยสายใยของ “ระบบส่งไฟฟ้า”
 
ดังนั้น “ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ.” นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญ “เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่แห่งพลังงานไฟฟ้า ที่เชื่อมโยงกันอยู่ทุกทิศทั่วไทย” ทำหน้าที่ส่งนำพากระแสไฟฟ้าจากระบบผลิตไปยังระบบจำหน่าย คือการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยจะปรับขนาดแรงดันไฟฟ้าก่อนส่งถึงผู้ใช้ไฟฟ้า ทุกภาคส่วนทุกครัวเรือนอย่างเหมาะสมต่อไป
 

จากเสาส่งไม้ซุง…สู่เสาส่งโครงเหล็ก…ปัจจุบันสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. มีความยาวรวมกันกว่า 33,300 วงจรกิโลเมตร โดยมีโครงข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ เช่น สายส่งระดับแรงดันไฟฟ้า 115,000 โวลต์ 230,000 โวลต์ และ 500,000 โวลต์  ซึ่งถ้านำมาโยงตามแนวขอบเขตแดนประเทศไทยจะได้เกือบ 4 รอบ
 
นอกจาก “สายส่งไฟฟ้า” ยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ ของ “ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า” ได้แก่ เสาไฟฟ้าซึ่งประกอบด้วยโครงเหล็กและลูกถ้วย  หม้อแปลงไฟฟ้า  ลานไกไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าแรงสูง   โดยมี “ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า”เป็นหน่วยงานที่บริหารการเดินเครื่อง“ผลิตไฟฟ้า”ของโรงไฟฟ้าทุกแห่งในระบบ ในช่วงเวลาต่าง ๆ ให้ได้สมดุลกับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศ จาก“เชื้อเพลิง”ประเภทต่าง ๆ อันประกอบด้วย ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ดีเซล และน้ำมันเตา ตลอดจนพลังน้ำ พลังลมและพลังงานจากแสงอาทิตย์   พร้อมควบคุมการจ่ายไฟฟ้าให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ “ไฟฟ้าไม่ดับ – ไฟฟ้าไม่ตก” ตามหลักมาตรฐานสากล
 
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งการผลิตไฟฟ้าต้องกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงที่เหมาะสม โดยไม่ต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากเกินไป เพื่อให้ระบบไฟฟ้าไทยมีความเพียงพอ สมดุล และมั่นคงระยะยาวด้วย
 

ระบบส่งไฟฟ้า นับเป็นสมบัติของชาติ ที่คนไทยทุกคนควรต้องช่วยกันดูแลระวังรักษา ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา บางครั้งอาจเกิดปัญหาจาก “ภัยทางธรรมชาติ” เช่น ฟ้าผ่า หรือ “ภัยจากสัตว์” เช่น งู และนก หรือ “ภัยจากคน” อันเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความประมาทคึกคะนอง ทั้งการรุกล้ำปลูกสร้างอาคาร บ้านเรือนและไม้ยืนต้นเกินข้อกำหนดแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้า การเล่นว่าว ยิงนกที่เกาะสายไฟฟ้า การเผาไร่อ้อย เผาวัชพืชและจุดกองไฟใกล้แนวสายส่งไฟฟ้า การลักขโมยถอดชิ้นส่วนของโครงเสาส่งไฟฟ้า การปีนป่ายเสาส่งไฟฟ้า รวมถึงการปล่อยโคมลอยและจุดบั้งไฟใกล้แนวสายส่งไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้สายส่งไฟฟ้าแรงสูงและอุปกรณ์เกิดขัดข้องและเสียหาย อันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน  ตลอดจนกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยรวมของประเทศได้

เพราะ “พลังงานไฟฟ้า” มีความจำเป็นสำหรับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง กฟผ.จะไม่มีวันหยุดนิ่ง ยังคงทำหน้าที่อย่างมุ่งมั่น ทุ่มเท พัฒนา สร้างสรรค์ อันจะเป็นพลังขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าให้มีคุณภาพ มั่นคง เข้มแข็ง เพียงพอ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของพลเมือง สังคม ประเทศชาติอย่างยั่งยืน
 

ถ้าเปรียบคนคุณภาพคือ“สมอง” โรงไฟฟ้าเป็น“หัวใจ” เชื้อเพลิงประดุจ“เลือด” สายใยสายส่งเสมือน“เส้นเลือดใหญ่แห่งพลังงานไฟฟ้า” ที่เชื่อมโยงส่งความสุข เพื่อคุณภาพชีวิต ทุกทิศทั่วไทย

ขอบคุณข้อมูล จาก เดลินิวส์